น้ำตาของ “เจ” ในวันนั้น

น้ำตาของ “เจ” ในวันนั้น…

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 ผมได้เดินทางไปกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ญี่ปุ่น นั่นคือ ก้าวแรกสู่เส้นทาง เจ ลีก แต่ตอนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นี่คือภาพที่ กิตติ ทัพมาลัย ช่างภาพ Siamsport ถ่ายได้ ngoal.com

    “เจ” น้ำตาคลอเบ้า ลึกๆ ในใจเขาคือเด็กในวัย 23 ปี กำลังจะออกไปเผชิญโลกกว้าง ที่มันไม่ใช่จังหวัด เหมือนตอนโยกจาก นครปฐม มาที่ กรุงเทพ ตอนเล่น เทโรฯ และ เมืองทองฯ

    ไอ้หนุ่มเสียงเหน่อที่ไปเล่นในสถานที่ที่ต้องสร้างชื่อเสียงใหม่หมด พิสูจน์ได้ตัวเองให้ได้ แรงกดดันจากสายตาหลายสิบล้านคู่ของคนไทย ที่มองเขาอยู่ตลอดเวลา

    แม้ภาพนี้คือช่วงที่เขาได้ลาแฟนบอล แต่หลังจากนั้นแรงกดดันอย่างมหาศาลตอนที่ย่างก้าวอำลาเมืองไทย เรื่อยไปถึงสนามบินชิโตเซะ ของฮอกไกโด มันสะท้อนสิ่งที่มโหฬารในใจเขา

    การที่ต้องเป็นตัวความหวังของประเทศ มันคือสิ่งที่เขารับรู้ แต่ไม่แสดงออกมา หนทางเดียวที่เขาจะทำได้ คือการ ซ้อม ซ้อม ซ้อม และ ซ้อม โดยทำหน้าที่ของตัวเอง

    และเมื่อได้รับโอกาส เขาก็ไม่เคยปล่อยให้พลาด แม้เลกสอง เจ ลีก 2017 จะทำสกอร์เลยไม่ได้ ทว่ามาถึง 2018 ขาสั้นๆ ของเขาเนี่ยแหละ ได้กำเนิด 8 ประตูในลีกแดนปลาดิบ จนพ่วงรางวัลต่างๆมากมาย และเกียรติยศอันสูงสุดในการเป็น 11 นักเตะยอดเยี่ยม เจ ลีก 2018 ในวันที่ 18 ธ.ค.2018

    และเมื่อย้อนมามองสภาพร่างกาย ญี่ปุ่นได้ให้การยอมรับที่ตรงๆแล้วว่า “ชนาคุง” มันไม่มีไขมันมาแทรก แต่นี่คือ “กล้ามเนื้อ 100%” และเหมาะกับการเล่น เจ ลีก ที่ต้องใช้ร่างกายอยู่ตลอด 90 นาที

    แนวรับปลาดิบ ที่ว่าแข็งแกร่ง วินัยสูง เตะแบบโหดๆแต่เล่นแบบมืออาชีพ ยังโดนเลื่อยขาดเป็นชิ้นๆอีก กระทั่งมาเจอจีนในเกมแรก ไชน่า คัพ 2019 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

    ถ้าหากใช้คำว่า “ขอดเกล็ด” คงไม่พอ … “ไส้แตก” คาบ้าน คงจะเหมาะ เพราะ “ชนาคุง” จัดการลากเลื้อยแบบฉุดไม่อยู่ แถมยังได้ยิงประตูชัยให้ทีมชนะ 1-0 อีกเสียด้วย

    วันนี้เขาคือ นักเตะเบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่างแท้จริงแล้ว แถมนักเตะทุกคนยังได้ให้การยอมรับเรื่องนี้อีกเสียด้วย

    สำหรับผมแล้ว แค่เห็นภาพวันนี้แล้วน้ำตาคลอเบ้า สะท้อนให้เห็นการที่เขาได้ผ่านความกดดันมาเยอะ จนได้เดินทางสู่การเป็น “จอมยุทธนัมเบอร์วัน” แห่งขุนพลสยามประเทศ คงไม่ผิดแน่นอน…ไซโก !!!